
เกร็ดความรู้
9 กุมภาพันธ์ 2569
7 เคล็ดลับดูแลแบตเตอรี่ไฮบริดให้ใช้ได้ยาวนาน
เชื่อว่า "เรื่องแบตเตอรี่" คือความกังวลที่ใหญ่ที่สุดของผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อ หรือแม้แต่ผู้ที่ใช้งานรถยนต์ไฮบริดอยู่ในปัจจุบัน หลายคนกลัวว่าถ้าเสียขึ้นมาจะรับมือไม่ไหว หรือกลัวว่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ไฮบริดราคา จะสูงจนน่าตกใจ แต่ความจริงแล้ว หากเราเข้าใจธรรมชาติและรู้วิธีการดูแลที่ถูกต้อง แบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริด คืออุปกรณ์ที่มีความทนทานและอยู่กับเราได้นานกว่าที่คิด
โตโยต้า ลีสซิ่ง พาไปเจาะลึก 7 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณ ดูแลแบตเตอรี่ไฮบริดอย่างมือโปร เพื่อความสบายใจตลอดการใช้งาน
1. ขับขี่อย่างสม่ำเสมอ หัวใจของการรักษาสภาพแบตเตอรี่
หลายคนเข้าใจผิดว่าการจอดรถทิ้งไว้เฉย ๆ คือการถนอมรถ แต่สำหรับรถยนต์ไฮบริด การจอดนานเกินไปคือศัตรูตัวฉกาจ ระบบของแบตเตอรี่ไฮบริด จำเป็นต้องมีการประจุไฟ (Charge) และคลายประจุ (Discharge) อยู่เป็นประจำ เพื่อให้สารเคมีภายในแบตเตอรี่ มีการเคลื่อนไหวและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากคุณจอดรถทิ้งไว้นานเกิน 2 สัปดาห์ แบตเตอรี่อาจเกิดการคลายประจุเอง จนอยู่ในระดับที่ต่ำเกินไป (Deep Discharge) ซึ่งส่งผลเสียต่ออายุการใช้งานในระยะยาว ดังนั้นควรนำรถออกไปขับอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 20-30 นาที เพื่อให้เครื่องยนต์ได้ทำงานและชาร์จไฟกลับเข้าสู่แบตเตอรี่อย่างเหมาะสม
2. ใส่ใจ "พัดลมระบายความร้อนแบตเตอรี่" จุดเล็กๆ ที่ห้ามมองข้าม
นี่คือเคล็ดลับที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการ ดูแลแบตเตอรี่ไฮบริด รถยนต์ไฮบริดส่วนใหญ่จะมีช่องระบายอากาศ เพื่อนำความเย็นจากในห้องโดยสาร ไปช่วยลดอุณหภูมิของชุดแบตเตอรี่ (ซึ่งมักจะติดตั้งอยู่ใต้เบาะหลังหรือห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ)
ทำไมพัดลมระบายความร้อนถึงสำคัญ?
ความร้อนคือศัตรูอันดับหนึ่ง ของแบตเตอรี่ทุกชนิด หากช่องดักอากาศ หรือพัดลมระบายความร้อน มีฝุ่นอุดตัน หรือมีสิ่งของไปวางปิดกั้นทางเดินอากาศ จะทำให้การระบายความร้อนทำได้ไม่ดี ส่งผลให้แบตเตอรี่ร้อนจัดจนเกิดอาการ Overheat ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น การหมั่นทำความสะอาดช่องระบายอากาศ และสังเกตว่าพัดลมทำงานผิดปกติหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่เจ้าของรถห้ามละเลยเด็ดขาด
3. ปรับสไตล์การขับขี่ ใช้ระบบเบรกไฟฟ้า (Regenerative Braking) ให้เป็นประโยชน์
เทคโนโลยีเด่นของรถไฮบริดคือ การเปลี่ยนพลังงานจากการชะลอความเร็ว ให้กลายเป็นกระแสไฟฟ้ากลับเข้าแบตเตอรี่ การขับรถแบบค่อยๆ เบรก หรือการปล่อยไหล เมื่อเห็นสัญญาณไฟแดงแต่ไกล จะช่วยให้ระบบสามารถปั่นไฟกลับเข้าแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริด ได้มากกว่าการเบรกกะทันหัน นอกจากจะช่วยประหยัดน้ำมันแล้ว ยังช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ และทำให้แบตเตอรี่มีระดับไฟที่เสถียรอยู่เสมอ
4. หลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดดจัดเป็นเวลานาน
สภาพอากาศในประเทศไทยค่อนข้างร้อน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุณหภูมิของแบตเตอรี่ หากเป็นไปได้ควรเลือกจอดรถในที่ร่ม หรือในอาคารจอดรถ เพราะเมื่ออุณหภูมิภายนอกสูงมาก แบตเตอรี่ที่อยู่ภายในรถก็จะสะสมความร้อนไว้สูงตามไปด้วย การรักษาอุณหภูมิแบตเตอรี่ให้เย็นอยู่เสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงของอาการแบตเตอรี่ไฮบริดเสื่อมได้อย่างเห็นผล
5. อย่าปล่อยให้ระดับน้ำมันเชื้อเพลิงหมดถัง
หลายคนอาจสงสัยว่าน้ำมันเกี่ยวอะไรกับแบตเตอรี่? ในรถยนต์ระบบไฮบริด เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานประสานกัน หากน้ำมันหมด เครื่องยนต์จะไม่สามารถสตาร์ท เพื่อมาช่วยชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่หลักได้ ในขณะที่ระบบไฟฟ้ายังคงพยายามทำงาน เพื่อขับเคลื่อนรถในช่วงสั้น ๆ ส่งผลให้แบตเตอรี่ถูกรีดพลังงานออกมาจนหมดเกลี้ยง ซึ่งการปล่อยให้ไฟในแบตเตอรี่หมดเกลี้ยง (0%) บ่อย ๆ จะสร้างความเสียหายถาวรให้กับเซลล์แบตเตอรี่ได้
6. เข้าศูนย์บริการเพื่อเช็กสภาพ "แบตเตอรี่ลูกเล็ก" (12V)
นอกจากแบตเตอรี่ไฮบริด (ลูกใหญ่) แล้ว รถไฮบริดยังมีแบตเตอรี่ 12V (ลูกเล็ก) ที่ใช้สำหรับการเริ่มระบบ (System Boot-up) และจ่ายไฟให้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ หากแบตเตอรี่ลูกเล็กเสื่อมสภาพ รถอาจจะสตาร์ทไม่ติด หรือระบบควบคุมไฮบริดอาจทำงานผิดพลาด จนส่งผลกระทบต่อแบตเตอรี่ลูกใหญ่ได้ ดังนั้นควรตรวจเช็กสภาพแบตเตอรี่ 12V ทุก ๆ 1-2 ปี เพื่อให้ระบบทั้งหมดทำงานได้อย่างราบรื่น
7. นำรถเข้าเช็กระยะตามกำหนดที่ศูนย์บริการมาตรฐาน
การดูแลด้วยตัวเองเป็นเรื่องดี แต่การให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ เป็นเรื่องที่ดียิ่งกว่า ช่างเทคนิคที่มีความรู้จะใช้เครื่องมือวิเคราะห์ (Diagnostic Tool) ตรวจสอบค่าแรงดันไฟฟ้า ในแต่ละเซลล์ของแบตเตอรี่ว่ายังมีความสมดุล (Balance) หรือไม่
การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริด ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงแค่เน้นการใช้งานที่สม่ำเสมอ รักษาความสะอาดของระบบระบายอากาศ และนำรถเข้าเช็กระยะตามกำหนดที่ศูนย์บริการที่มีมาตรฐาน คุณก็สามารถใช้งานรถไฮบริดได้อย่างสบายใจไปอีกนานหลายปี โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเปลี่ยนแบตเตอรี่ก่อนเวลาอันควร โดยเฉพาะรถยนต์ไฮบริดของโตโยต้า มีการรับประกันแบตเตอรี่ที่ยาวนานถึง 10 ปี* และการนำรถเข้าเช็กระยะที่ศูนย์บริการโตโยต้าเป็นประจำ จะมีการตรวจสอบและทำความสะอาด พัดลมระบายความร้อนแบตเตอรี่ ให้เป็นมาตรฐาน ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแล แบตเตอรี่ไฮบริด Toyota ของคุณให้มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด และเป็นการป้องกันก่อนที่จะเกิดปัญหาใหญ่ในอนาคต
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ไฮบริดคุณภาพเยี่ยม พร้อมบริการหลังการขายที่มั่นใจได้ อย่าลืมปรึกษา โตโยต้า ลีสซิ่ง เพื่อรับข้อเสนอการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฮบริด ที่มาพร้อมความคุ้มค่าและความอุ่นใจในการดูแลรักษาตลอดอายุการใช้งาน
อ่านเกร็ดความรู้อื่น ๆ ได้ที่ https://www.tlt.co.th/knowledge
ข่าวแนะนำ