
เกร็ดความรู้
9 มกราคม 2569
เทคนิค Eco Driving ขับรถให้ประหยัดน้ำมัน
ท่ามกลางยุคที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นแทบทุกวัน และปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างฝุ่น PM2.5 หรือภาวะโลกร้อนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่เคย หลายคนอาจรู้สึกว่าการใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวัน เป็นเหมือนการเพิ่มภาระให้กับโลกและกระเป๋าเงินไปพร้อม ๆ กัน แต่จะดีกว่าไหม? ถ้าเราสามารถเปลี่ยนการขับขี่แบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นการขับขี่ที่ชาญฉลาดขึ้น ช่วยเซฟทั้งเงินและโลกได้ในเวลาเดียวกัน
โตโยต้า ลีสซิ่ง พาไปรู้จักกับ "Eco Driving" หรือ การขับขี่เชิงอนุรักษ์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่เป็นเทคนิคง่าย ๆ ที่จะเปลี่ยนคุณ ให้เป็นนักขับที่ช่วยลดการใช้เชื้อเพลิง และขับรถเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
Eco Driving คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ?
Eco Driving คือ รูปแบบการขับขี่อย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงให้น้อยที่สุด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และมลพิษอื่น ๆ ออกสู่ชั้นบรรยากาศ คือการผสมผสานระหว่างการปรับทัศนคติ การวางแผน และการใช้เทคนิคการขับขี่ที่นุ่มนวล เพื่อให้รถยนต์ทำงานในจุดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ประโยชน์ของ Eco Driving มีมากกว่าแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม
• ประหยัดเงินในกระเป๋า นี่คือผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด เมื่อคุณขับรถประหยัดน้ำมัน ได้มากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันแต่ละเดือนก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
• เพิ่มความปลอดภัย การขับขี่ที่นุ่มนวล ไม่กระโชกโฮกฮาก ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้
• ลดการสึกหรอของรถ การออกตัวและเบรกอย่างนุ่มนวล ช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ ระบบเบรก และยางรถยนต์
7 เทคนิค Eco Driving ที่คุณเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้!
มาดูกันว่าเทคนิคง่าย ๆ ที่จะเปลี่ยนการขับขี่ของคุณ ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้นมีอะไรบ้าง
1. สมองไว สายตาไกล อ่านเกมจราจรล่วงหน้า
นี่คือหัวใจที่สำคัญที่สุดของ Eco Driving แทนที่จะมองแค่ท้ายรถคันข้างหน้า ให้ฝึกมองไกลไปข้างหน้า 100-200 เมตร เพื่อคาดการณ์สถานการณ์จราจร
ตัวอย่าง หากคุณเห็นสัญญาณไฟจราจรข้างหน้าเป็นสีแดงแต่ไกล ให้ค่อย ๆ ถอนคันเร่ง ปล่อยให้รถไหลไปเรื่อย ๆ แทนที่จะเหยียบไปจนสุดแล้วเบรกกะทันหัน วิธีนี้ช่วยลดการเบรกที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นตัวการสิ้นเปลืองน้ำมันอย่างมหาศาล
2. ออกตัวนุ่มนวล เบรกเนียน ๆ เลิกนิสัย "กระทืบคันเร่ง"
การเหยียบคันเร่งจมมิด เพื่อออกตัวอย่างรวดเร็ว จะทำให้เครื่องยนต์ใช้เชื้อเพลิงมากกว่าปกติหลายเท่าตัว ให้เปลี่ยนมาเป็นการค่อย ๆ กดคันเร่งอย่างนุ่มนวลและสม่ำเสมอ เช่นเดียวกันกับการเบรก พยายามใช้ Engine Brake (การชะลอความเร็วด้วยเกียร์) และค่อย ๆ แตะเบรกอย่างนุ่มนวลแทนการเบรกหัวทิ่ม
3. รักษาความเร็วให้คงที่ ขับขี่ให้ราบรื่น
เครื่องยนต์จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อใช้ความเร็วคงที่ การขับแบบเร่ง ๆ หยุด ๆ จะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยใช่เหตุ หากคุณขับรถบนทางด่วนหรือถนนโล่ง ๆ การใช้ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) เป็นเครื่องมือที่ช่วย ขับรถประหยัดน้ำมัน ได้ดีเยี่ยม
4. ดับเครื่องยนต์เมื่อจอดนาน ลดการเผาไหม้โดยเปล่าประโยชน์
หลายคนมีความเชื่อผิด ๆ ว่าการสตาร์ทเครื่องยนต์ใหม่ จะกินน้ำมันมากกว่าการจอดติดเครื่องทิ้งไว้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากคุณต้องจอดรถนิ่ง ๆ เป็นเวลานานกว่า 1-2 นาที เช่น จอดรอรับคน หรือติดขบวนรถไฟ การดับเครื่องยนต์จะช่วย ลดการใช้เชื้อเพลิงได้มากกว่า
5. เช็กลมยางให้เป๊ะ เรื่องง่าย ๆ ที่หลายคนมองข้าม
ยางรถยนต์ที่อ่อนเกินไป จะมีแรงต้านทานการหมุน (Rolling Resistance) สูงขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อเคลื่อนรถไปข้างหน้า และนั่นหมายถึงการสิ้นเปลืองน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ควรตรวจเช็กลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง และเติมลมให้อยู่ในระดับมาตรฐาน ตามที่ระบุไว้ที่ข้างประตูรถฝั่งคนขับ
6. ลดน้ำหนักบรรทุกที่ไม่จำเป็น ยิ่งเบา ยิ่งประหยัด
ลองสำรวจดูว่า ในรถของคุณมีสิ่งของอะไรที่ไม่จำเป็นบรรทุกอยู่บ้าง เช่น อุปกรณ์กีฬาที่ไม่ได้ใช้, หนังสือเก่า, หรือสัมภาระอื่น ๆ เพราะทุก ๆ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น 50 กิโลกรัม จะทำให้รถสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นประมาณ 1-2% การทำให้รถเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็คือการช่วยลดภาระให้เครื่องยนต์นั่นเอง
7. วางแผนเส้นทางก่อนออกเดินทาง ลดระยะทางและเลี่ยงรถติด
ก่อนสตาร์ทรถ ลองใช้แอปพลิเคชันแผนที่อย่าง Google Maps เพื่อตรวจสอบสภาพการจราจรและเลือกเส้นทางที่สั้นที่สุด หรือใช้เวลาน้อยที่สุด การวางแผนที่ดีจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่สิ้นเปลืองน้ำมันอย่างมาก นอกจากนี้ การรวบรวมธุระหลาย ๆ อย่างให้เสร็จสิ้นในการเดินทางครั้งเดียว ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ชาญฉลาด
มากกว่าแค่การขับขี่ การบำรุงรักษารถก็สำคัญ
การจะเป็นนักขับที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น ไม่ได้จบแค่ที่เทคนิคการขับขี่ แต่ยังรวมถึงการดูแลรักษารถยนต์ ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์เสมอ เพราะรถที่สมบูรณ์ จะมีการเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพและปล่อยมลพิษน้อยลง
• เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะ ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้ลื่นไหลและเต็มประสิทธิภาพ
• ทำความสะอาดไส้กรองอากาศ ไส้กรองอากาศที่สะอาดจะช่วยให้อากาศไหลเข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้ดีขึ้น
การขับขี่แบบ Eco Driving ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องของการสร้างความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งจะให้ประโยชน์ถึงสามต่อคือ ดีต่อเงินในกระเป๋าของคุณ, ดีต่อสุขภาพของรถคุณ, และที่ดีที่สุดคือ ดีต่อโลกที่เราทุกคนอาศัยอยู่ร่วมกัน เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ แล้วมาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นไปด้วยกัน
อ่านเกร็ดความรู้อื่น ๆ ได้ที่ https://www.tlt.co.th/knowledge
ข่าวแนะนำ