เกร็ดความรู้

3 พฤศจิกายน 2569

เงินสำรองฉุกเฉินควรมีเท่าไหร่ และเริ่มเก็บอย่างไรให้ถึงเป้าหมาย

เงินสำรองฉุกเฉินควรมีเท่าไหร่ และเริ่มเก็บอย่างไรให้ถึงเป้าหมาย


เงินสำรองฉุกเฉินควรเริ่มที่ 3–6 เท่าของรายจ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน หากมีรายได้ไม่แน่นอน มีผู้พึ่งพารายได้หลายคน หรืออาจใช้เวลานานในการหารายได้ใหม่ ควรพิจารณาเพิ่มเป้าหมายเป็น 6–12 เดือน โดยแยกเก็บในบัญชีที่ถอนใช้ได้ง่ายและมูลค่าไม่ผันผวนมาก
เงินสำรองฉุกเฉินคืออะไร
เงินสำรองฉุกเฉิน คือเงินที่แยกไว้ใช้เมื่อเกิดเหตุจำเป็นและไม่ได้วางแผนล่วงหน้า เช่น ตกงาน รายได้ลดลง เจ็บป่วย บ้านเสียหาย หรือรถที่จำเป็นต่อการทำงานต้องซ่อมเร่งด่วน เงินก้อนนี้มีหน้าที่ช่วยให้เรายังจ่ายค่าใช้จ่ายพื้นฐานและภาระหนี้ได้ระหว่างตั้งหลัก โดยไม่ต้องรีบกู้เงิน ใช้วงเงินบัตรเครดิต หรือขายเงินลงทุนในช่วงที่ราคาไม่เหมาะสม เงินสำรองฉุกเฉินไม่ใช่เงินสำหรับท่องเที่ยว ซื้อโทรศัพท์ใหม่ หรือจ่ายค่าใช้จ่ายที่ทราบล่วงหน้า ค่าใช้จ่ายประเภทดังกล่าวควรมีบัญชีออมแยกต่างหาก
เงินสำรองฉุกเฉินควรมีเท่าไหร่
แนวทางเบื้องต้นคือมีเงินสำรอง 3–6 เท่าของรายจ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน
จำนวนเดือนที่เหมาะสมควรพิจารณาจากความมั่นคงของรายได้ ภาระครอบครัว สวัสดิการ และระยะเวลาที่อาจใช้ในการหารายได้ใหม่
แนวทางสำหรับแต่ละสถานการณ์ ได้แก่

  • พนักงานประจำที่มีรายได้สม่ำเสมอ: อาจตั้งเป้าหมาย 3–6 เดือน เพราะมีรายได้ประจำและอาจมีสวัสดิการบางส่วนช่วยรองรับ
  • ครอบครัวที่มีผู้หารายได้หลักเพียงคนเดียว: อาจเพิ่มเป้าหมายเป็น 6–9 เดือน เพราะหากรายได้หลักหยุดลง ค่าใช้จ่ายทั้งครอบครัวจะได้รับผลกระทบ
  • ฟรีแลนซ์ ผู้ค้ารายย่อย หรือเจ้าของกิจการ: อาจตั้งเป้าหมาย 6–12 เดือน เนื่องจากรายได้ไม่สม่ำเสมอและอาจมีบางช่วงที่ไม่มีเงินเข้า
  • ผู้ที่มีภาระดูแลลูกหรือผู้สูงอายุ: อาจพิจารณา 6–12 เดือน เพราะมีรายจ่ายจำเป็นหลายส่วนและค่าใช้จ่ายบางรายการคาดการณ์ได้ยาก
  • ผู้ที่มีภาระผ่อนหลายรายการ: ควรพิจารณาเงินสำรองอย่างน้อย 6 เดือน โดยรวมภาระที่ต้องชำระต่อเนื่องแม้รายได้ลดลง

*จำนวนดังกล่าวเป็นแนวทางทั่วไปเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินเฉพาะบุคคล ควรปรับตามรายได้ ภาระ และความเสี่ยงของแต่ละคน

สูตรคำนวณเงินสำรองฉุกเฉินคืออะไร
รายจ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน × จำนวนเดือนที่ต้องการคุ้มครอง = เป้าหมายเงินสำรองฉุกเฉิน
รายจ่ายที่ควรนำมาคำนวณ ได้แก่

  • ค่าเช่าหรือค่างวดบ้าน
  • ค่าอาหารและของใช้จำเป็น
  • ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ตที่จำเป็น
  • ค่าเดินทางไปทำงาน
  • ค่างวดรถ
  • ภาระหนี้ที่ต้องชำระทุกเดือน
  • เบี้ยประกันที่จำเป็น
  • เงินที่ต้องส่งให้สมาชิกในครอบครัว
  • ค่ายาและค่ารักษาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
  • รายจ่ายเพื่อการท่องเที่ยว ความบันเทิง หรือการซื้อของที่เลื่อนได้ ไม่จำเป็นต้องรวมเป็นฐานเต็มจำนวน

ตัวอย่างการคำนวณเงินสำรองฉุกเฉิน สมมติว่ามีรายจ่ายจำเป็นต่อเดือนดังนี้

  • ค่าเช่าหรือค่างวดบ้าน 7,000 บาท
  • ค่าอาหารและของใช้จำเป็น 6,000 บาท
  • ค่างวดรถ 6,500 บาท
  • ค่าน้ำมันและค่าเดินทาง 2,500 บาท
  • ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าโทรศัพท์ 2,000 บาท
  • เบี้ยประกันและภาระอื่น 1,000 บาท
  • รายจ่ายจำเป็นรวมเท่ากับ 25,000 บาทต่อเดือน

หากต้องการเตรียมเงินสำรองสำหรับ 6 เดือน จะคำนวณได้ดังนี้
25,000 × 6 = 150,000 บาท
ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวอย่างประกอบเท่านั้น เป้าหมายจริงควรคำนวณจากรายจ่ายและภาระผ่อนหนี้ของแต่ละคน

จะเริ่มเก็บเงินสำรองฉุกเฉินอย่างไร
1. จดรายรับและรายจ่ายอย่างน้อย 1–2 เดือน
แยกค่าใช้จ่ายออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ รายจ่ายจำเป็น รายจ่ายที่ลดได้ และรายจ่ายที่หยุดได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน วิธีนี้จะช่วยให้ทราบว่าควรใช้ตัวเลขใดเป็นฐานคำนวณ
2. แบ่งเป้าหมายเป็นระยะสั้นและระยะยาว
ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยเป้าหมาย 6 เดือนในทันที สามารถแบ่งเป้าหมายตามลำดับได้ดังนี้

  • เก็บเงินฉุกเฉินก้อนแรก 5,000 หรือ 10,000 บาท
  • เพิ่มให้ครบรายจ่ายจำเป็น 1 เดือน
  • ขยายเป็นรายจ่ายจำเป็น 3 เดือน
  • เพิ่มจนถึงเป้าหมาย 6 เดือนหรือมากกว่า

การแบ่งเป้าหมายเป็นขั้นช่วยให้เริ่มต้นได้ง่ายและเห็นความคืบหน้าชัดเจนขึ้น
3. โอนเงินอัตโนมัติหลังได้รับรายได้
กำหนดให้เงินส่วนหนึ่งถูกโอนไปยังบัญชีเงินสำรองทันทีหลังเงินเดือนหรือรายได้เข้า ช่วยลดโอกาสนำเงินไปใช้ก่อนออม
แนวทาง 50/30/20 อาจใช้เป็นจุดเริ่มต้น โดยแบ่งรายได้เป็นรายจ่ายจำเป็น 50% ค่าใช้จ่ายตามความต้องการ 30% และเงินออม 20% อย่างไรก็ตาม สัดส่วนนี้ไม่ใช่กฎตายตัว ผู้ที่มีค่าครองชีพหรือภาระหนี้สูงควรปรับให้เหมาะกับสถานการณ์จริง
4. แยกบัญชีเงินสำรองออกจากบัญชีใช้จ่าย
การรวมเงินสำรองไว้กับบัญชีที่ใช้ในชีวิตประจำวันอาจทำให้เผลอนำออกมาใช้ ควรแยกบัญชีและตั้งชื่อให้ชัด เช่น “เงินสำรองฉุกเฉิน”
หากไม่จำเป็น อาจหลีกเลี่ยงการผูกบัญชีดังกล่าวกับบัตรเดบิตหรือช่องทางชำระเงินที่ใช้เป็นประจำ
5. ใช้เงินก้อนพิเศษช่วยเร่งเป้าหมาย
เมื่อได้รับโบนัส เงินคืนภาษี หรือรายได้พิเศษ สามารถแบ่งบางส่วนเข้าสู่บัญชีเงินสำรองก่อนนำไปใช้กับเป้าหมายอื่น
6. ทบทวนเป้าหมายทุก 6–12 เดือน
ควรคำนวณเป้าหมายใหม่เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ เช่น
เปลี่ยนงาน / รายได้เพิ่มหรือลด / มีบุตร / ย้ายบ้าน / เริ่มผ่อนรถ / รับภาระดูแลสมาชิกครอบครัวเพิ่มขึ้น
หากนำเงินสำรองออกมาใช้แล้ว ควรวางแผนเติมคืนเป็นหนึ่งในเป้าหมายลำดับแรก
เงินสำรองฉุกเฉินเก็บไว้ที่ไหนดี
หลักสำคัญคือ ถอนใช้ได้เร็ว มูลค่าไม่ผันผวนมาก และไม่ปะปนกับเงินใช้จ่ายประจำ
- บัญชีออมทรัพย์
เหมาะสำหรับเงินสำรองส่วนที่ต้องใช้ได้ทันที เพราะถอนหรือโอนได้รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบเงื่อนไขบัญชี อัตราดอกเบี้ย และข้อจำกัดในการทำรายการ
- บัญชีออมทรัพย์ดิจิทัล
อาจให้ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป แต่ควรตรวจสอบว่ายอดเงินส่วนใดได้รับอัตราดอกเบี้ยตามที่ประกาศ รวมทั้งเงื่อนไขการถอนและโอนเงิน
- เงินฝากประจำระยะสั้น
อาจเหมาะกับเงินสำรองบางส่วนที่ยังไม่ต้องใช้ทันที แต่หากถอนก่อนครบกำหนด อาจไม่ได้รับดอกเบี้ยตามอัตราที่ประกาศ
- กองทุนรวมตลาดเงิน
อาจใช้เก็บเงินสำรองบางส่วนได้สำหรับผู้ที่เข้าใจการลงทุน แต่ต้องทราบว่า
- กองทุนรวมไม่ใช่เงินฝาก
ไม่ได้รับความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
- มูลค่าหน่วยลงทุนอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลง
การรับเงินค่าขายคืนขึ้นอยู่กับเวลารับคำสั่งและเงื่อนไขของแต่ละกองทุน ในบางสถานการณ์อาจไม่ได้รับเงินทันทีในวันที่สั่งขาย ก่อนลงทุนควรอ่านหนังสือชี้ชวนและตรวจสอบระยะเวลารับเงินค่าขายคืนให้เข้าใจ
- หุ้น กองทุนหุ้น และสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง
ไม่เหมาะสำหรับเป็นเงินสำรองฉุกเฉินหลัก เพราะราคาอาจลดลงในช่วงที่จำเป็นต้องใช้เงิน ทำให้ต้องขายขาดทุน
ข้อผิดพลาดเรื่องเงินสำรองฉุกเฉินที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง
นำเงินสำรองทั้งหมดไปลงทุนในสินทรัพย์ผันผวนสูง เมื่อต้องใช้เงินจริง อาจจำเป็นต้องขายสินทรัพย์ในช่วงที่ราคาลดลงและเกิดผลขาดทุน ใช้เงินสำรองกับรายจ่ายที่วางแผนได้ การท่องเที่ยว โทรศัพท์ใหม่ ภาษีรถ หรือประกันรายปี เป็นค่าใช้จ่ายที่สามารถเตรียมล่วงหน้าได้ จึงควรมีบัญชีออมแยก
คิดว่าวงเงินบัตรเครดิตคือเงินสำรอง วงเงินบัตรเครดิตเป็นเงินที่ต้องชำระคืนและอาจมีดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียม จึงไม่ใช่เงินสำรองของเรา ตั้งเป้าหมายสูงจนไม่เริ่มออม การเริ่มเก็บเงินจำนวนเล็กน้อยอย่างต่อเนื่องมีประโยชน์กว่าการรอให้มีเงินก้อนใหญ่แล้วจึงเริ่ม ไม่นับค่างวดและภาระหนี้ แม้รายได้จะหยุดลง ภาระผ่อนบางรายการยังคงอยู่ จึงควรรวมค่างวดบ้าน ค่างวดรถ และหนี้ที่ต้องชำระไว้ในการคำนวณ ไม่เติมเงินกลับหลังใช้
หลังผ่านเหตุฉุกเฉิน ควรวางแผนเติมเงินสำรองคืน เพื่อให้พร้อมรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีก


สรุปเงินสำรองฉุกเฉิน
เงินสำรองฉุกเฉินควรเริ่มที่ 3–6 เท่าของรายจ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน ส่วนผู้มีรายได้ไม่แน่นอน มีผู้พึ่งพาหลายคน หรือมีความเสี่ยงด้านรายได้สูง อาจพิจารณาเป้าหมาย 6–12 เดือน ขั้นตอนสำคัญคือคำนวณรายจ่ายที่ตัดไม่ได้ แบ่งเป้าหมายเป็นระยะ โอนเงินอัตโนมัติ และแยกบัญชีออกจากเงินใช้จ่ายประจำวัน
สำหรับผู้มีรถ ควรรวมค่างวด ค่าน้ำมัน และค่าซ่อมเร่งด่วนที่จำเป็นไว้ในการคำนวณ ส่วนภาษี ประกันภัย และค่าบำรุงรักษาตามระยะ ควรทยอยออมแยกไว้เป็นค่าใช้จ่ายรายปี

 

กลับสู่หน้าหลัก

ข่าวแนะนำ