
เกร็ดความรู้
31 ตุลาคม 2569
วางแผนเงินโบนัสอย่างไร แบ่ง 5 ส่วนให้คุ้มและไม่หมดเร็ว
การวางแผนเงินโบนัสควรเริ่มจากเติมเงินสำรองฉุกเฉินให้เพียงพอ จากนั้นจัดการหนี้ดอกเบี้ยสูง แล้วจึงแบ่งเงินที่เหลือไปลงทุน ให้รางวัลตัวเอง และออมเพื่อเกษียณ สัดส่วนของแต่ละส่วนไม่จำเป็นต้องเท่ากัน แต่ควรสอดคล้องกับภาระหนี้และเป้าหมายของแต่ละคน
เมื่อเงินโบนัสเข้าบัญชี หลายคนอาจมีรายการที่อยากซื้อหรือแผนท่องเที่ยวรออยู่แล้ว แต่ก่อนใช้เงินก้อนนี้ ควรสำรวจสถานะการเงินของตัวเองก่อน เพราะโบนัสเป็นรายได้พิเศษที่ไม่ได้รับประกันว่าจะได้รับเท่าเดิมทุกปี การแบ่งเงินไว้ล่วงหน้าช่วยให้คุณใช้โบนัสบางส่วนได้อย่างสบายใจ พร้อมสร้างความมั่นคงทางการเงินสำหรับปีถัดไป
ทำไมควรวางแผนเงินโบนัสก่อนใช้?
เงินโบนัสคือรายได้พิเศษนอกเหนือจากเงินเดือนประจำ โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับผลประกอบการ นโยบายของนายจ้าง และผลงานของพนักงาน จึงไม่ควรนำเงินโบนัสเพียงก้อนเดียวไปสร้างภาระค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องจ่ายต่อเนื่องทุกเดือน
ข้อมูลภาวะสังคมไทยไตรมาส 1 ปี 2569 ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยมีมูลค่า 16.41 ล้านล้านบาท หรือ 85.9% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ขณะที่สินเชื่อในฐานข้อมูลเครดิตบูโรที่ค้างชำระเกิน 90 วันมีมูลค่าประมาณ 1.25 ล้านล้านบาท หรือ 9.20% ของสินเชื่อรวม
ที่มา: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ควรแบ่งเงินโบนัสเป็น 5 ส่วนอะไรบ้าง?
แนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทยเสนอให้พิจารณาแบ่งเงินโบนัสออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ เงินสำรองฉุกเฉิน การลดหนี้ การลงทุน รางวัลและการพัฒนาตัวเอง และการออมเพื่อเกษียณ
ทั้ง 5 ส่วนเป็นแนวทางจัดลำดับความสำคัญ ไม่ใช่สูตรที่ทุกคนต้องแบ่งเท่ากัน
1. เงินสำรองฉุกเฉิน
เงินส่วนนี้ใช้รองรับเหตุการณ์ที่ไม่ได้วางแผนไว้ เช่น การตกงาน การเจ็บป่วย การซ่อมรถ หรือค่าใช้จ่ายจำเป็นของครอบครัว เป้าหมายทั่วไปคือมีเงินสำรองประมาณ 3–6 เท่าของค่าใช้จ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน ผู้ที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอหรือมีผู้พึ่งพิงหลายคนอาจพิจารณาเงินสำรองใกล้ด้านบนของช่วงดังกล่าว
2. ปิดหรือโปะหนี้
การนำโบนัสไปลดหนี้ช่วยลดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในอนาคต โดยทั่วไปควรเริ่มจากหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงก่อน
ก่อนชำระหนี้ก้อนใหญ่ ควรรักษาเงินสำรองขั้นต่ำไว้ด้วย เพื่อไม่ให้ต้องกลับไปใช้สินเชื่อเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
3. ลงทุนตามเป้าหมาย
เมื่อมีเงินสำรองเพียงพอและสามารถจัดการหนี้ได้แล้ว อาจแบ่งโบนัสส่วนหนึ่งไปลงทุนตามเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะใช้เงิน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
เงินที่ต้องใช้ภายใน 1–2 ปีไม่ควรอยู่ในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง เพราะมูลค่าอาจลดลงในช่วงที่จำเป็นต้องใช้เงิน
4. ให้รางวัลและพัฒนาตัวเอง
การให้รางวัลตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด หากกำหนดงบประมาณไว้ล่วงหน้าและไม่กระทบเป้าหมายสำคัญ
เงินส่วนนี้อาจใช้กับการพักผ่อน ซื้อสิ่งที่วางแผนไว้ หรือเรียนทักษะเพิ่มเติมที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานและสร้างรายได้
5. ออมเพื่อเกษียณ
เงินโบนัสเป็นโอกาสเติมเงินออมระยะยาวโดยไม่เพิ่มภาระจากรายได้ประจำ ยิ่งเริ่มออมเร็ว เงินก็ยิ่งมีเวลาเติบโตนานขึ้น
หากมีแผนเกษียณอยู่แล้ว ควรทบทวนว่าเงินออมปัจจุบันยังสอดคล้องกับค่าใช้จ่ายและอายุเกษียณที่ตั้งไว้หรือไม่
เงินสำรองฉุกเฉินควรมีเท่าไร?
เป้าหมายเบื้องต้นของเงินสำรองฉุกเฉินคือ 3 - 6 เท่าของค่าใช้จ่ายจำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน
ตัวอย่างเช่น หากมีค่าใช้จ่ายจำเป็นรวมค่างวดเดือนละ 25,000 บาท เป้าหมายเงินสำรองจะอยู่ที่:
เงินสำรอง 3 เดือน เท่ากับ 75,000 บาท
เงินสำรอง 6 เดือน เท่ากับ 150,000 บาท
ควรเก็บเงินส่วนนี้ไว้ในบัญชีที่ถอนง่าย มีความเสี่ยงต่ำ และแยกจากบัญชีใช้จ่ายประจำวัน เพื่อลดโอกาสนำไปใช้โดยไม่จำเป็น
เอาโบนัสไปปิดหนี้ ควรเริ่มจากหนี้ก้อนไหน?
หลักทั่วไปคือเริ่มจากหนี้ที่มีต้นทุนหรืออัตราดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน เพราะช่วยลดดอกเบี้ยในอนาคตได้มากกว่า
ลำดับที่อาจใช้พิจารณา ได้แก่:
หนี้ประเภทนี้อาจมีต้นทุนสูงและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ควรขอคำแนะนำจากช่องทางภาครัฐหรือสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ
บัตรกดเงินสดและสินเชื่อส่วนบุคคล
เป็นหนี้ที่มักมีต้นทุนสูง ควรตรวจอัตราดอกเบี้ยจริงในสัญญาหรือรายการบัญชีของตัวเอง
หากมียอดค้างชำระ ควรเร่งลดเงินต้นและหลีกเลี่ยงการชำระเพียงขั้นต่ำต่อเนื่อง เพราะอาจทำให้ใช้เวลาปิดหนี้นานขึ้น
สินเชื่อที่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อบ้านหรือเช่าซื้อรถยนต์
ก่อนโปะหรือปิดบัญชี ควรขอยอดชำระจริงและตรวจส่วนลดดอกเบี้ย ค่าใช้จ่าย และเงื่อนไขของสัญญา
อัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขที่ใช้จริงอาจแตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์และสัญญาของแต่ละคน จึงควรตรวจเอกสารของตนเองก่อนตัดสินใจ
ตั้งเป้าเงินเกษียณแบบง่ายได้อย่างไร?
วิธีประมาณเงินเกษียณเบื้องต้นสามารถคำนวณได้จากสูตร:
เงินที่ควรมี ณ วันเกษียณ = ค่าใช้จ่ายต่อเดือน × 12 × จำนวนปีหลังเกษียณ
ตัวอย่าง หากคาดว่าจะใช้เงินเดือนละ 20,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี:
20,000 × 12 × 20 = 4,800,000 บาท
ดังนั้น เงินที่ต้องเตรียมตามการคำนวณเบื้องต้นคือประมาณ 4.8 ล้านบาท
ตัวเลขนี้ยังไม่รวมเงินเฟ้อ ผลตอบแทนจากการลงทุน ค่ารักษาพยาบาล ภาษี และรายได้ที่อาจได้รับหลังเกษียณ จึงควรใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการวางแผน ไม่ใช่จำนวนเงินที่รับประกันว่าจะเพียงพอ
วางแผนเงินโบนัสให้ทำได้จริงใน 5 ขั้นตอน
1. จดจำนวนโบนัสสุทธิ
ใช้จำนวนเงินที่ได้รับจริงหลังหักภาษี ไม่ควรวางแผนจากยอดโบนัสที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
2. สำรวจเงินสำรองและหนี้ทุกก้อน
บันทึกค่าใช้จ่ายจำเป็น ยอดหนี้ อัตราดอกเบี้ย ค่างวด และวันครบกำหนดชำระ เพื่อให้เห็นสถานะการเงินทั้งหมดก่อนแบ่งเงิน
3. เติมเงินสำรองฉุกเฉิน
หากเงินสำรองยังต่ำกว่าเป้าหมาย 3 เดือน ควรแบ่งโบนัสส่วนแรกมาเสริมสภาพคล่องก่อน
4. จัดการหนี้ดอกเบี้ยสูง
ตรวจยอดชำระและเงื่อนไขของแต่ละสัญญา จากนั้นเริ่มลดหนี้ที่มีต้นทุนสูงก่อน
5. แยกเงินที่เหลือตามเป้าหมาย
แบ่งเงินสำหรับลงทุน ให้รางวัลตัวเอง และออมเพื่อเกษียณ แล้วโอนแยกบัญชีทันที เพื่อลดโอกาสใช้เงินเกินแผน
ตัวอย่างแบ่งเงินโบนัส 60,000 บาท
สมมติว่ามีค่าใช้จ่ายจำเป็นรวมค่างวดเดือนละ 25,000 บาท มีเงินสำรองอยู่ 50,000 บาท และมีหนี้บัตรเครดิตค้างอยู่ 15,000 บาท
เป้าหมายเงินสำรอง 3 เดือนเท่ากับ 75,000 บาท จึงยังขาดเงินสำรองอีก 25,000 บาท
อาจแบ่งเงินโบนัสได้ดังนี้:
รวมทั้งหมด 60,000 บาท
เป็นตัวอย่างประกอบเท่านั้น สัดส่วนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับรายได้ ภาระหนี้ เงินสำรอง ระยะเวลาที่จะใช้เงิน และระดับความเสี่ยงของแต่ละคน
มีข้อควรระวังอะไรเมื่อใช้เงินโบนัส?
สามารถใช้ Car Fin เพื่อประเมินความสามารถในการผ่อนชำระเบื้องต้นได้ อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินไม่ใช่การอนุมัติสินเชื่อและไม่รับประกันผลการพิจารณา
เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการวางแผนการเงินทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย ภาษี หรือสินเชื่อเฉพาะบุคคล การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล เงื่อนไข และประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้ก่อนตัดสินใจ
สรุปวางแผนเงินโบนัสให้คุ้ม
การวางแผนเงินโบนัสไม่จำเป็นต้องเริ่มจากสูตรที่ซับซ้อน ให้เริ่มจาก 5 ลำดับ ได้แก่ เติมเงินสำรองฉุกเฉิน ลดหนี้ดอกเบี้ยสูง ลงทุนตามเป้าหมาย ให้รางวัลตัวเองอย่างพอเหมาะ และออมเพื่อเกษียณ หากต้องการนำโบนัสไปปิดบัญชีรถ ควรขอยอดปิดบัญชีจริง ตรวจประเภทและเงื่อนไขของสัญญา รวมถึงประเมินว่าเงินสำรองหลังชำระยังเพียงพอหรือไม่
ลูกค้าโตโยต้า ลีสซิ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่าน TLT Simply หรือติดต่อ Toyota Leasing Contact Center 1486 ตามช่องทางบริการที่บริษัทกำหนด
ข่าวแนะนำ