
เกร็ดความรู้
11 มกราคม 2569
5 สัญญาณเตือน 'แบตเตอรี่รถยนต์' ใกล้หมดสภาพ
เคยไหม รีบ ๆ จะไปทำงานในตอนเช้า แต่พอเสียบกุญแจบิดสตาร์ท กลับได้ยินแค่เสียง "แชะ...แชะ..." แล้วก็เงียบ รถคู่ใจที่เคยขับไปไหนมาไหนได้ดั่งใจกลับนิ่งสนิท อาการแบบนี้มักมีผู้ร้ายตัวสำคัญอยู่เบื้องหลัง นั่นก็คือ แบตเตอรี่รถยนต์ ที่หมดสภาพหรือเสื่อมลงตามกาลเวลา
แบตเตอรี่ เปรียบเสมือนหัวใจของระบบไฟฟ้าในรถยนต์ ทำหน้าที่จ่ายไฟไปยังส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่การสตาร์ทเครื่องยนต์ ไปจนถึงระบบไฟส่องสว่างและเครื่องเสียง เมื่อหัวใจดวงนี้เริ่มอ่อนแรง ย่อมส่งสัญญาณเตือนออกมาให้เรารู้ล่วงหน้า โตโยต้า ลีสซิ่ง จะพาคุณไปรู้จักกับ 5 สัญญาณเตือนสำคัญของอาการแบตเตอรี่เสื่อม พร้อมวิธีเช็กแบตเตอรี่รถยนต์แบบง่าย ๆ ที่คุณสามารถทำเองได้ที่บ้าน ไม่ต้องเสียเวลาหรือเสียเงินง้อช่างเสมอไป
อาการแบตเตอรี่เสื่อมที่สังเกตได้ง่าย 5 สัญญาณเตือนภัย
โดยทั่วไปแล้ว แบตเตอรี่รถยนต์ จะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 1.5 - 2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและการดูแลรักษา เมื่อแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพ จะไม่สามารถเก็บประจุไฟฟ้าไว้ได้อย่างเต็มที่ ทำให้กำลังไฟลดลง และมักจะแสดงอาการผิดปกติออกมาให้เราเห็น ซึ่งคุณสามารถสังเกตได้จาก 5 สัญญาณหลัก ๆ ดังนี้
1. รถสตาร์ทติดยาก มีเสียงดังแชะๆ
นี่คืออาการสุดคลาสสิก ที่เจ้าของรถหลายคนต้องเคยเจอ โดยเฉพาะในตอนเช้าหรือหลังจากจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ เมื่อบิดกุญแจสตาร์ทแล้วได้ยินเสียงลากยาวกว่าปกติ หรือมีเสียง "แชะๆ" แต่เครื่องไม่หมุน นั่นเป็นเพราะกำลังไฟจากแบตเตอรี่ไม่เพียงพอ ที่จะส่งไปหมุนมอเตอร์สตาร์ทได้ หากพ่วงแบตจากรถคันอื่นแล้วสตาร์ทติดทันที ก็ค่อนข้างมั่นใจได้เลยว่าปัญหามาจากแบตเตอรี่ของคุณเอง
2. ไฟหน้ารถไม่สว่างเหมือนเดิม
ลองสังเกตความสว่างของไฟหน้ารถในตอนกลางคืน หากรู้สึกว่าไฟหรี่ลง หรือสว่างน้อยกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด อาจเป็นสัญญาณว่าแบตเตอรี่เสื่อม วิธีทดสอบง่าย ๆ คือ ให้เปิดไฟหน้าทิ้งไว้โดยไม่ต้องสตาร์ทเครื่องยนต์ประมาณ 10-15 นาที จากนั้นลองสตาร์ทรถ หากพบว่าไฟหน้าหรี่ลงอย่างมาก ในจังหวะที่สตาร์ท นั่นแสดงว่าแบตเตอรี่เริ่มเก็บไฟไม่อยู่แล้ว
3. ระบบไฟฟ้าในรถเริ่มทำงานผิดปกติ
แบตเตอรี่คือแหล่งพลังงาน ของอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดในรถยนต์ เมื่อกำลังไฟอ่อนลง อุปกรณ์เหล่านี้ก็จะเริ่มแสดงอาการรวนออกมาให้เห็น ตัวอย่างที่สังเกตได้ง่าย ๆ คือ
• กระจกไฟฟ้า เลื่อนขึ้น-ลงช้ากว่าปกติอย่างรู้สึกได้
• เครื่องเสียงหรือวิทยุ อาจมีอาการติด ๆ ดับ ๆ หรือคุณภาพเสียงแย่ลง
• แตร เสียงแตรเบาลง ไม่ดังกังวานเหมือนเคย
4. แบตเตอรี่มีลักษณะผิดรูปทรง
การตรวจสอบสภาพภายนอกของแบตเตอรี่ก็เป็นสิ่งสำคัญ หากพบว่าตัวแบตเตอรี่มีลักษณะบวมผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นด้านข้างหรือด้านบน นั่นอาจเกิดจากความร้อนสูงเกินไป หรือการเสื่อมสภาพของแผ่นธาตุภายใน ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย และควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่โดยเร็วที่สุด
5. มีคราบขี้เกลือเกาะที่ขั้วแบตเตอรี่
หากเปิดฝากระโปรงรถ แล้วพบว่ามีคราบผงสีขาวอมเขียวเกาะอยู่ที่ขั้วแบตเตอรี่ (ขั้วบวกและขั้วลบ) คราบนี้เรียกว่า "ขี้เกลือ" ซึ่งเกิดจากการทำปฏิกิริยาของไอน้ำกรดที่ระเหยออกมา คราบขี้เกลือเหล่านี้จะขัดขวางการไหลของกระแสไฟฟ้า ทำให้แบตเตอรี่จ่ายไฟได้ไม่สะดวก และเป็นสาเหตุให้รถสตาร์ทติดยากได้เช่นกัน
วิธีเช็กแบตเตอรี่รถยนต์ด้วยตัวเอง แบบไม่ต้องง้อช่าง
เมื่อพบสัญญาณเตือนต่าง ๆ แล้ว หากต้องการตรวจสอบให้แน่ใจยิ่งขึ้น คุณสามารถทำตาม วิธีเช็กแบตเตอรี่รถยนต์ เบื้องต้นเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง
1. ตรวจสอบ "ตาแมว" (Indicator Eye)
แบตเตอรี่ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะแบบกึ่งแห้ง (MF) และแบบแห้ง (SMF) จะมีช่อง "ตาแมว" ไว้สำหรับดูสถานะเบื้องต้นของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นอุปกรณ์วัดความถ่วงจำเพาะ ของน้ำกรดในแบตเตอรี่ช่องใดช่องหนึ่ง โดยแต่ละสีจะมีความหมายแตกต่างกันไป (อาจแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละยี่ห้อ) ดังนี้
• สีเขียว/สีน้ำเงิน สถานะไฟเต็ม (Full Charge)
• สีขาว/สีใส สถานะไฟอ่อน ควรชาร์จไฟเพิ่ม (Recharge)
• สีแดง/สีส้ม น้ำกลั่นแห้ง ควรเติมน้ำกลั่น (สำหรับแบตเตอรี่ชนิดที่เติมได้) หรือแบตเตอรี่เสีย
2. การใช้มัลติมิเตอร์วัดแรงดันไฟฟ้า
สำหรับคนที่พอมีเครื่องมือช่างติดบ้าน การใช้มัลติมิเตอร์ (Multimeter) จะให้ผลที่แม่นยำที่สุด
• ขณะดับเครื่องยนต์ ตั้งมัลติมิเตอร์ไปที่โหมด DCV (วัดไฟกระแสตรง) จากนั้นนำสายสีแดงแตะที่ขั้วบวก (+) และสายสีดำแตะที่ขั้วลบ (-) ค่าแรงดันไฟฟ้าของแบตเตอรี่ที่ปกติ ควรอยู่ที่ประมาณ 12.4 - 12.7 โวลต์ หากค่าที่วัดได้ต่ำกว่า 12.4 โวลต์ แสดงว่าแบตเตอรี่เริ่มอ่อนหรือเสื่อมแล้ว
• ขณะสตาร์ทเครื่องยนต์ ทำเหมือนเดิม แต่ให้ดูค่าแรงดันไฟฟ้า ในขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน ค่าที่ได้ควรจะสูงขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 13.7 - 14.7 โวลต์ ซึ่งแสดงว่าไดชาร์จยังทำงานปกติ และสามารถชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ได้ หากค่าต่ำกว่านี้ อาจเป็นไปได้ว่าไดชาร์จมีปัญหา
3. ตรวจสอบอายุการใช้งาน
โดยทั่วไปแบตเตอรี่จะมีวันที่ผลิตประทับอยู่บนตัว หากแบตเตอรี่ของคุณมีอายุการใช้งานเกิน 1.5 - 2 ปีแล้ว แม้จะยังใช้งานได้ปกติ ก็ควรหมั่นตรวจสอบสภาพอย่างสม่ำเสมอ เพราะประสิทธิภาพในการเก็บไฟย่อมลดลงตามกาลเวลา
การใส่ใจสังเกตสัญญาณเตือนเล็ก ๆ น้อย ๆ และหมั่นตรวจสอบสภาพ แบตเตอรี่รถยนต์เป็นประจำ จะช่วยให้คุณรับมือกับปัญหาได้ล่วงหน้า และหลีกเลี่ยงสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างรถสตาร์ทไม่ติดกลางทางได้เมื่อรู้วิธีการตรวจเช็กเบื้องต้นเหล่านี้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดปัญหาก่อน แล้วค่อยเข้าอู่เสมอไป การดูแลรักษาเชิงป้องกัน จะช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ และช่วยให้คุณประหยัดทั้งเงินและเวลาในระยะยาวได้อย่างแน่นอน
อ่านเกร็ดความรู้อื่น ๆ ได้ที่ https://www.tlt.co.th/knowledge
ข่าวแนะนำ