เกร็ดความรู้

13 กุมภาพันธ์ 2569

ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) คืออะไร? ปลอดภัยขึ้นจริงหรือ?

ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS) คืออะไร? ปลอดภัยขึ้นจริงหรือ?


เคยไหม? ขับรถเดินทางไกลแล้วรู้สึกล้า จนเผลอขับรถส่ายไปมา หรือบางทีขับในเมืองรถติด ๆ อยู่ดี ๆ รถคันหน้าก็เบรกกะทันหันจนเราต้องร้อง สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้นี่เอง ที่ทำให้เทคโนโลยีที่เรียกว่า "ADAS" กลายเป็นพระเอกขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยชีวิตเราไว้
"ADAS" หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อนี้ผ่านหูเวลาไปดูรถที่โชว์รูม หรือเห็นในโบรชัวร์รถรุ่นใหม่ ๆ ว่ามีระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ แต่ก็ยังสงสัยว่าจริง ๆ แล้ว ADAS คืออะไรกันแน่? จะช่วยให้เราปลอดภัยขึ้นได้จริง หรือเป็นแค่ลูกเล่นการตลาด ที่ทำให้รถราคาแพงขึ้น? โตโยต้า ลีสซิ่ง จะมาคลายทุกข้อสงสัย เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่ารถคันต่อไปของคุณ "จำเป็น" ต้องมีระบบนี้หรือไม่


ระบบ ADAS ทำงานอย่างไร? ปลอดภัยขึ้นจริงหรือ?
คำว่า ADAS ย่อมาจาก Advanced Driver Assistance Systems หรือที่ภาษาไทยเรียกอย่างเป็นทางการว่า ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงนั่นเอง หน้าที่หลักของคือการใช้ "ดวงตาอัจฉริยะ" (กล้องและเซนเซอร์) ประสานงานกับ "สมองกล" เพื่อช่วยตรวจจับสิ่งผิดปกติรอบตัวรถในขณะที่เราขับขี่


ถามว่าปลอดภัยขึ้นจริงไหม?
คำตอบคือ จริงแน่นอน! จากสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วโลกพบว่า กว่า 90% เกิดจาก Human Error หรือความผิดพลาดของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความเหนื่อยล้า การตัดสินใจช้า หรือการเสียสมาธิเพียงเสี้ยววินาที ระบบ ADAS ถูกออกแบบมาเพื่อ "ปิดช่องว่าง" เหล่านี้ เปรียบเสมือนมีผู้ช่วยนักบิน (Co-pilot) ที่คอยจดจ่อดูทางให้เราตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่หิวข้าว และไม่แอบเล่นมือถือเหมือนคนขับ
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำก่อนว่า ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ไม่ใช่ระบบ "ขับเคลื่อนอัตโนมัติ" (Self-Driving) แบบ 100% แต่มันคือตัวช่วย ที่ทำให้การขับขี่ง่ายขึ้นและลดความเสี่ยงจากหนักให้เป็นเบา หรือจากที่จะชนก็กลายเป็นไม่ชนนั่นเอง


5 ฟังก์ชันยอดฮิตใน ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ที่ต้องมีในรถยุคใหม่
ถ้าคุณกำลังมองหารถใหม่ และอยากรู้ว่าฟังก์ชันไหนบ้างที่คุ้มค่าและได้ใช้งานจริง นี่คือ 5 ระบบ ADAS พื้นฐาน ที่กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของความปลอดภัยไปแล้วครับ
1.    ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ (Pre-Collision System - PCS) ระบบจะคอยตรวจจับรถยนต์ หรือคนเดินถนนข้างหน้า ถ้าใกล้จะชนแล้วเรายังไม่เบรก รถจะส่งเสียงเตือน และถ้ายังนิ่งอยู่ ระบบจะสั่งเบรกให้เองทันที!
2.    ระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control - ACC) ลืมระบบล็อคความเร็วแบบเดิม ๆ ไปได้เลย เพราะระบบนี้จะช่วยรักษาความเร็วตามที่เราตั้งไว้ แต่ความเจ๋งคือมันจะ "ลดหรือเพิ่มความเร็วตามรถคันหน้า" ให้อัตโนมัติ เพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย
3.    ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน (Lane Departure Alert - LDA) เวลาขับรถเพลิน ๆ แล้วรถเริ่มเบียดเส้นเลน ระบบจะสั่นเตือนที่พวงมาลัยหรือส่งเสียง เพื่อดึงสติให้เรากลับมาอยู่กลางเลน
4.    ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor - BSM) จุดบอดที่กระจกมองข้างมองไม่เห็น คือจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุด ระบบนี้จะมีไฟกะพริบเตือน ถ้ามีรถคันอื่นอยู่ในจุดที่เรามองไม่เห็น
5.    ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beam - AHB) ช่วยเปิดไฟสูงให้เมื่อทางมืด และจะหรี่ไฟลงเองเมื่อมีรถสวนมา ไม่ต้องคอยพะวงเรื่องเปิด-ปิดไฟให้เมื่อยมือ แถมยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมทางด้วย


ทำความรู้จักระบบช่วยเบรกและควบคุมความเร็ว (ACC & AEB)
มาเจาะลึกสองหลักที่เป็นหัวใจของ ระบบช่วยเหลือการขับขี่กัน นั่นคือ ACC และ AEB
•    AEB (Autonomous Emergency Braking) หรือระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ คือระบบที่ช่วยเซฟชีวิตได้ดีที่สุด ระบบนี้จะทำงาน 3 ขั้นตอน เริ่มจาก "เตือน" (เสียง/ไฟหน้าปัด) ถ้าเรายังไม่ตอบสนองจะทำการ "เพิ่มแรงเบรก" (ช่วยให้เราเบรกได้จิกขึ้น) และสุดท้ายคือ "เบรกเอง" (ในกรณีที่ชนแน่ ๆ) ระบบนี้ช่วยลดอุบัติเหตุการชนท้ายได้มากกว่า 50% เลยทีเดียว
•    ACC (Adaptive Cruise Control) นี่คือระบบที่ช่วยให้การขับรถทางไกลสบายขึ้นมาก โดยเฉพาะในรุ่นที่เป็น Full Speed Range ที่สามารถชะลอรถจนถึงจุดหยุดนิ่ง และออกตัวตามคันหน้าได้เอง เหมาะมากกับสภาพการจราจรในกรุงเทพฯ ที่เดี๋ยวหยุดเดี๋ยวไหล ช่วยลดความเมื่อยล้าของขาได้ดีสุด ๆ 
การทำงานประสานกันระหว่างกล้องและเรดาร์
หลายคนสงสัยว่า รถจะเห็นได้ยังไง? คำตอบคือการประสานพลังของอุปกรณ์ 2 ชนิด
•    กล้องเลนส์เดี่ยว (Monocular Camera) มักติดตั้งอยู่หลังกระจกมองฉบับหน้า ทำหน้าที่เหมือน ดวงตามนุษย์ คือใช้ดูเส้นเลน ป้ายจราจร และแยกแยะว่าสิ่งที่อยู่ข้างหน้าคือ รถยนต์ จักรยาน หรือคนเดินเท้า
•    เรดาร์คลื่นมิลลิเมตร (Millimeter Wave Radar) มักซ่อนอยู่หลังโลโก้หน้ารถ ทำหน้าที่เหมือนหูที่คอยส่งคลื่นออกไปกระทบวัตถุเพื่อวัด "ระยะห่าง" และ "ความเร็วแปรผัน" ของวัตถุนั้น ๆ อย่างแม่นยำ
เมื่อ ADAS ประกอบไปด้วยกล้องที่มองเห็นภาพและเรดาร์ที่วัดระยะทางได้อย่างแม่นยำ มาทำงานร่วมกัน จึงทำให้ระบบมีความผิดพลาดน้อยมาก แม้ในวันที่ฝนตกหรือแสงน้อยก็ตาม


Toyota Safety Sense มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกจากโตโยต้า
หากพูดถึง ระบบช่วยเหลือการขับขี่ ที่ถูกพัฒนามาจนเสถียรและไว้วางใจได้มากที่สุด ชื่อที่มาอันดับต้น ๆ ก็คือ Toyota Safety Sense (TSS) เพราะโตโยต้าไม่ได้มองว่าความปลอดภัยคือออปชันเสริม แต่คือมาตรฐานที่ควรมีในรถทุกระดับ
ในระบบ TSS รุ่นใหม่ ๆ (เช่น TSS 3.0) มีการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ฉลาดขึ้นมาก ตรวจจับวัตถุได้กว้างขึ้นและแม่นยำขึ้น ไม่ว่าจะเป็นใน Corolla Cross, Camry, Fortuner หรือแม้แต่รถเล็กอย่าง Yaris Ativ ก็มีการติดตั้งระบบความปลอดภัยเหล่านี้มาให้ เพื่อให้ผู้ใช้รถโตโยต้าทุกคนมั่นใจได้ว่า ทุกเส้นทางที่ขับขี่จะมีเทคโนโลยีระดับโลกคอยดูแลอยู่เสมอ


มาถึงตรงนี้คงได้คำตอบแล้วว่า ADAS คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ การเลือกซื้อรถที่มีระบบช่วยเหลือการขับขี่ อาจจะมีราคาสูงกว่ารถรุ่นพื้นฐานอยู่บ้าง แต่หากมองว่ามันสามารถช่วยป้องกันอุบัติเหตุใหญ่ ๆ ได้เพียงครั้งเดียว เงินส่วนต่างนั้นก็ถือว่าคุ้มค่าเกินราคาไปมากแล้ว เพราะชีวิตและสวัสดิภาพของคนในครอบครัวประเมินค่าไม่ได้


สำหรับใครที่สนใจอยากเป็นเจ้าของรถยนต์โตโยต้า ที่มีระบบความปลอดภัยครบครันอย่าง Toyota Safety Sense แต่กังวลเรื่องการบริหารจัดการเงิน โตโยต้า ลีสซิ่ง พร้อมช่วยให้ฝันของคุณเป็นจริงได้ง่ายขึ้น ด้วยโปรโมชั่นสินเชื่อที่หลากหลายและยืดหยุ่น เข้าใจทุกความต้องการของผู้ใช้รถ ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญดอกเบี้ยพิเศษ หรือการผ่อนชำระที่สบายกระเป๋า สามารถเลือกเช็กโปรโมชั่นหรือคำนวณค่างวดเบื้องต้นได้ที่ https://www.tlt.co.th/calculator/car-model


 

 

กลับสู่หน้าหลัก

ข่าวแนะนำ