
เกร็ดความรู้
27 มกราคม 2569
วิธีเลือกประกันรถยนต์ให้คุ้มค่าเบี้ย เหมาะกับสไตล์การขับของคุณ


ถึงเวลาต้องต่อประกันรถยนต์ หรือกำลังจะซื้อรถคันใหม่ หลายคนคงต้องเผชิญกับคำถามที่ว่า "จะเลือกประกันรถยนต์ ชั้นไหนดี?" ระหว่างประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่คุ้มครองครอบคลุมแต่เบี้ยสูงลิ่ว กับประกันชั้นรองอื่น ๆ ที่เบี้ยถูกกว่าแต่ก็คุ้มครองน้อยลง การตัดสินใจเลือกผิด อาจทำให้คุณต้องจ่ายเบี้ยแพงเกินความจำเป็น หรือที่แย่กว่านั้นคือได้รับความคุ้มครองไม่เพียงพอ เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
โตโยต้า ลีสซิ่ง จะเปรียบเทียบความคุ้มครองประกันชั้น 1, 2+, และ 3+ แบบหมัดต่อหมัด พร้อมเทคนิควิเคราะห์สไตล์การขับขี่ของตัวเอง เพื่อให้คุณได้ประกันที่ "ใช่" และ "คุ้มค่า" ที่สุด
ทำความรู้จักประกันรถยนต์แต่ละชั้น: ชั้น 1, 2+, 3+ ต่างกันอย่างไร?
ก่อนอื่นต้องเข้าใจความแตกต่างของประกันแต่ละประเภทก่อน ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วจะแบ่งตามความคุ้มครองที่มีต่อ "รถของเรา" และ "รถของคู่กรณี"
ประกันรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองครบทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นรถชนรถ, ชนแบบไม่มีคู่กรณี (เช่น ถอยชนเสา, ขับเบียดฟุตบาท), รถหาย, หรือไฟไหม้ สบายใจหายห่วงที่สุด
ประกันชั้น 2+ คุ้มครองเกือบเทียบเท่าชั้น 1 คือซ่อมทั้งรถเราและรถคู่กรณี (กรณีรถชนรถเท่านั้น), รถหาย, ไฟไหม้ แต่จะไม่คุ้มครองกรณีชนแบบไม่มีคู่กรณี
ประกันชั้น 3+ คุ้มครองซ่อมรถเราและคู่กรณี (กรณีรถชนรถเท่านั้น) แต่จะไม่คุ้มครองกรณีรถหายหรือไฟไหม้
วิเคราะห์ "สไตล์การขับขี่" ของคุณ คุณเป็นนักขับแบบไหน?
เมื่อเข้าใจความคุ้มครองแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การหันกลับมามองตัวเองว่า เรามีพฤติกรรมการใช้รถแบบไหน เพื่อที่จะได้ เลือกประกันรถยนต์ ได้เหมาะสมที่สุด
สไตล์ที่ 1 มือใหม่หัดขับ / ขับในเมืองรถติด / รถใหม่ป้ายแดง
ผู้ขับขี่ยังไม่ชำนาญในการกะระยะ, ต้องขับขี่ในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยหรือมีการจราจรหนาแน่น, มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบไม่มีคู่กรณี, หรือเป็นรถใหม่ที่ยังหวงและไม่อยากรับความเสี่ยงใด ๆ
ประกันที่แนะนำ ประกันรถยนต์ชั้น 1 คือคำตอบเดียวที่เหมาะสมที่สุด เพราะให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุม ช่วยให้คุณอุ่นใจได้เต็มที่
สไตล์ที่ 2 ขับชำนาญ / ขับน้อย จอดมากกว่าขับ / รถอายุ 5-10 ปี
ผู้ขับขี่มีประสบการณ์ขับขี่สูง, มั่นใจในฝีมือ, ใช้รถในเส้นทางเดิม ๆ เป็นประจำ, หรือใช้รถน้อย ส่วนใหญ่จอดไว้ที่บ้านหรือที่ทำงานซึ่งมีความปลอดภัยสูง
ประกันที่แนะนำ ประกันชั้น 2+ เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ามาก เพราะยังคงให้ความคุ้มครองที่จำเป็นครบถ้วน (ซ่อมเขา-ซ่อมเรา, รถหาย, ไฟไหม้) แต่จ่ายเบี้ยประกันถูกลงอย่างเห็นได้ชัด
สไตล์ที่ 3 รถเก่า ใช้งานไม่บ่อย / เน้นใช้งานในพื้นที่
ผู้ขับขี่เป็นรถยนต์สำรอง, ใช้งานน้อยมาก, หรือเป็นรถที่มีอายุเกิน 10-15 ปี ซึ่งค่าซ่อมตัวรถไม่สูงมากนัก และต้องการเน้นความรับผิดชอบต่อคู่กรณีเป็นหลัก
ประกันที่แนะนำ ประกันชั้น 3+ หรือ ประกันชั้น 3 (คุ้มครองเฉพาะคู่กรณี) ก็เพียงพอต่อการใช้งาน ช่วยประหยัดค่าเบี้ยไปได้มาก
5 ขั้นตอน "เลือกประกันรถยนต์" ให้คุ้มค่าและเหมาะสมที่สุด
1. ประเมินสไตล์การขับขี่ จากหัวข้อที่แล้ว คุณเป็นนักขับสไตล์ไหน? นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด
2. เลือกประเภทประกันที่เหมาะสม เมื่อรู้สไตล์ของตัวเองแล้ว ให้เลือกประเภทประกัน (ชั้น 1, 2+, 3+) ที่ตอบโจทย์
3. กำหนดทุนประกันที่พอดี ทุนประกันคือวงเงินสูงสุด ที่บริษัทประกันจะจ่ายกรณีรถเสียหายหนักหรือสูญหาย โดยทั่วไปควรอยู่ที่ 80% ของราคากลางรถยนต์ ณ ปัจจุบัน ทุนประกันสูง เบี้ยก็จะสูงตาม
4. พิจารณาค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) คือจำนวนเงินที่คุณต้องจ่ายก่อน เมื่อเป็นฝ่ายผิด การเลือกรับค่าเสียหายส่วนแรกจะช่วย "ลดค่าเบี้ยประกัน" ลงได้ เหมาะสำหรับคนขับรถดีที่ไม่ค่อยเกิดอุบัติเหตุ
5. เปรียบเทียบเบี้ยและความคุ้มครอง นำข้อมูลจากบริษัทประกันหลาย ๆ แห่งมาเปรียบเทียบกัน อย่าดูแค่ราคาที่ถูกที่สุด แต่ให้ดูความคุ้มครอง, บริการหลังการขาย, และความน่าเชื่อถือของบริษัทประกอบกัน
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำประกันรถยนต์
Q: รถอายุเกิน 10 ปี ทำประกันชั้น 1 ได้ไหม?
A: ส่วนใหญ่แล้วบริษัทประกันมักไม่รับทำประกันชั้น 1 สำหรับรถที่อายุเกิน 7-10 ปี แต่บางบริษัทอาจมีเงื่อนไขพิเศษ ควรสอบถามเป็นกรณีไป แต่ประกันชั้น 2+ ยังคงเป็นตัวเลือกที่ทำได้และคุ้มค่า
Q: ถ้าเลือกแบบมีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) จะประหยัดได้เท่าไหร่?
A: โดยทั่วไป การเลือกรับค่าเสียหายส่วนแรกที่ 2,000 - 5,000 บาท สามารถช่วยลดค่าเบี้ยประกันลงได้ประมาณ 1,500 - 5,000 บาท ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัท
Q: ต่อประกันกับบริษัทเดิม กับหาที่ใหม่ แบบไหนดีกว่ากัน?
A: หากคุณมีประวัติดี (ไม่เคยเคลม) การต่อกับบริษัทเดิมมักจะได้รับ "ส่วนลดประวัติดี" แต่การลองเปรียบเทียบกับที่ใหม่ ๆ ก็อาจทำให้คุณเจอข้อเสนอที่ดีกว่าได้เช่นกัน
การเลือกประกันรถยนต์ ไม่ใช่เรื่องของการจ่ายเงินให้น้อยที่สุด แต่คือการ "ซื้อความคุ้มครอง" ที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและไลฟ์สไตล์ของเรา ในราคาที่สมเหตุสมผล การสละเวลาศึกษาและเปรียบเทียบข้อมูล จะช่วยให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าและได้รับความอุ่นใจตลอดทั้งปี และเพื่อให้การเลือกประกันของคุณเป็นเรื่องง่าย สะดวก รวดเร็ว ให้บริษัท โตโยต้า อินชัวรันซ์ โบรกเกอร์ จำกัด บริษัทในเครือโตโยต้า ลีสซิ่ง ดูแลประกันรถยนต์ให้คุณ https://www.tlt.co.th/service/insurance
ข่าวแนะนำ
