
เกร็ดความรู้
21 กุมภาพันธ์ 2569
ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า/ไฮบริดวันนี้ คุ้มค่าแค่ไหนในอีก 5 ปีข้างหน้า?


เชื่อว่าคำถามยอดฮิต ของคนที่กำลังจะออกรถใหม่ในชั่วโมงนี้คงหนีไม่พ้น "จะไปรถน้ำมันเหมือนเดิม หรือจะข้ามไป รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือ รถไฮบริด (Hybrid) ดี?" ความลังเลนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะเรากำลังอยู่ในช่วงรอยต่อของเทคโนโลยี
อยากรู้ว่าการลงทุนซื้อ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือ รถไฮบริด วันนี้จะคุ้มค่าแค่ไหน? ชวนคุณมาเจาะลึกแบบเห็นตัวเลขชัด ๆ เปรียบเทียบ ค่าใช้จ่ายรถยนต์ ระยะยาว 5 ปี ทั้ง ประหยัดค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อให้การตัดสินใจของคุณแม่นยำและคุ้มค่าที่สุด พร้อมคำแนะนำการบริหารเงินจาก โตโยต้า ลีสซิ่ง ที่จะทำให้รถในฝันของคุณกลายเป็นจริงได้ง่ายขึ้น
เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระยะยาว: รถน้ำมัน vs รถไฮบริด vs รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
เพื่อให้เห็นภาพความคุ้มค่า เราลองมาสมมติการใช้งานรถยนต์เฉลี่ยที่ 20,000 กิโลเมตรต่อปี (หรือประมาณ 100,000 กิโลเมตรใน 5 ปี) ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยมาตรฐานของคนทำงานในเมือง
1. ค่าน้ำมันและค่าพลังงาน (หัวใจของการประหยัด)
รถน้ำมัน (ICE) อัตรากินน้ำมันเฉลี่ย 12-14 กม./ลิตร หากน้ำมันราคา 40 บาท/ลิตร ใน 5 ปีคุณจะต้องจ่ายค่าน้ำมันประมาณ 285,000 - 333,000 บาท
รถไฮบริด (Hybrid) ด้วยเทคโนโลยีจาก Toyota ที่ประหยัดน้ำมันได้ถึง 23-24 กม./ลิตร ใน 5 ปีคุณจะจ่ายค่าน้ำมันเพียงประมาณ 166,000 - 174,000 บาท (ประหยัดไปได้กว่า 1.5 แสนบาท!)
รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ชาร์จไฟบ้านเฉลี่ยกิโลเมตรละ 0.6 - 1.0 บาท ใน 5 ปีคุณจะจ่ายค่าไฟประมาณ 60,000 - 100,000 บาท
2. ค่าบำรุงรักษา
รถน้ำมัน มีชิ้นส่วนเคลื่อนที่เยอะ ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรอง สายพาน หัวเทียน ตามระยะ
รถไฮบริด แม้จะมีทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ แต่ด้วยระบบของ Toyota Hybrid ที่ถูกพัฒนามาจนเสถียร ทำให้ค่าเช็กระยะแทบไม่ต่างจากรถน้ำมันทั่วไป และลดภาระของระบบเบรก ทำให้ผ้าเบรกสึกหรอช้าลงด้วย
รถยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนน้อยที่สุด ไม่ต้องถ่ายน้ำมันเครื่อง แต่ต้องเน้นการเช็กระบบซอฟต์แวร์และแบตเตอรี่
3. ภาษีและสิทธิประโยชน์
ปัจจุบันภาครัฐสนับสนุน รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างมาก ทั้งส่วนลดเงินอุดหนุนและภาษีรถยนต์ประจำปี ที่ถูกลงกว่ารถน้ำมันกว่า 80% ในช่วงปีแรก ๆ ขณะที่รถไฮบริด ก็ได้รับสิทธิพิเศษเรื่องภาษีสรรพสามิต ที่ทำให้ราคาขายหน้าโชว์รูมจับต้องได้ง่ายขึ้น
3 ปัจจัยที่ทำให้ รถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด คือการลงทุนที่คุ้มค่าในอนาคต
การซื้อรถหนึ่งคัน ไม่ได้มองแค่ราคาป้ายแดง แต่ต้องมองถึง Total Cost of Ownership (TCO) หรือต้นทุนรวมตลอดการใช้งาน ซึ่งรถเทคโนโลยีใหม่มีข้อได้เปรียบดังนี้
1. ความผันผวนของราคาน้ำมัน
น้ำมันเป็นทรัพยากร ที่มีราคาสวิงตามสถานการณ์โลก การใช้รถที่ประหยัดค่าน้ำมัน หรือใช้ไฟฟ้าแทน จะช่วยให้คุณควบคุมรายจ่ายรายเดือน ได้นิ่งกว่าเดิมมาก ใน 5 ปีข้างหน้า ถ้าค่าน้ำมันพุ่งไปลิตรละ 50 บาท รถน้ำมันจะกลายเป็นภาระทันที แต่คนขับรถไฮบริดหรือ EV จะยังยิ้มได้
2. ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีแบตเตอรี่
หลายคนกังวลเรื่องค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ แต่ปัจจุบันค่ายใหญ่อย่าง Toyota มอบความอุ่นใจ ด้วยการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริดยาวนานถึง 10 ปี* และระบบไฮบริด 5 ปี ทำให้คุณใช้งานได้ยาว ๆ ตลอด 5 ปีแรกโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าซ่อมใหญ่ และเมื่อถึงเวลาขายต่อ รถที่มีการรับประกันยาวนานแบบนี้ มักจะได้ราคาขายต่อ (Resale Value) ที่ดีกว่า
3. ราคาขายต่อในอนาคต
ในอีก 5 ปีข้างหน้า ตลาดรถยนต์มือสองจะเปลี่ยนไป ความต้องการรถประหยัดพลังงานจะสูงขึ้น รถยนต์ที่กินน้ำมันมาก อาจจะขายต่อยากและราคาตกฮวบ ในขณะที่รถไฮบริด (Hybrid) ของ Toyota ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในตลาดมือสอง เพราะซ่อมง่าย อะไหล่เยอะ จะยังคงรักษามูลค่าได้ดี ทำให้เมื่อรวมส่วนต่างราคาขาย ต่อเข้ากับค่าน้ำมันที่ประหยัดไปได้ รถไฮบริดจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ในสายตาหลายคน
คุ้มค่าแค่ไหนในอีก 5 ปีข้างหน้า?
หากคุณเน้นความประหยัดสูงสุด และมีจุดชาร์จที่สะดวก รถยนต์ไฟฟ้า (EV) คือคำตอบ ที่ช่วยลดค่าพลังงานได้มหาศาล แต่ถ้าต้องการความอุ่นใจ ขับไปไหนก็ได้ทั่วไทยไม่ต้องรอชาร์จ และต้องการรถที่ราคาขายต่อดี อะไหล่แพร่หลาย รถไฮบริด (Hybrid) จาก Toyota คือทางเลือกที่ "คุ้มค่าแบบไร้กังวล" ที่สุดในวินาทีนี้
รวม ๆ แล้วใน 5 ปีข้างหน้า การเลือกใช้รถเทคโนโลยีใหม่ จะช่วยคุณประหยัดเงินในกระเป๋าได้หลักแสนบาท เมื่อเทียบกับรถน้ำมันแบบเดิม นี่ไม่ใช่แค่การซื้อรถ แต่คือการบริหารจัดการการเงิน เพื่ออนาคตของคุณเองหากพร้อมที่จะเริ่มต้นชีวิตที่ประหยัดและสมาร์ทกว่าเดิม ลองเข้าไปประเมินยอดผ่อนหรือปรึกษาแผนการเงินได้ที่เว็บไซต์ของ โตโยต้า ลีสซิ่ง ได้เลย https://www.tlt.co.th/calculator/car-model
ข่าวแนะนำ
